[BT-Reverse] My Whitesmoke moon
posted on 07 Jun 2011 23:32 by blue-alpha in BT-Story
เอนทรี่นี้ เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็ค
Rata in Blodwen-Reverse!verse
โปรดลบภาพของครูรตาในใจคุณไปให้เกือบหมด เมื่อคุณอ่านรตะ พวกเขาเหมือนคนคนเดียวกัน แต่ยังไงก็ไม่ใช่หรอกนะ
รตะ (แก้ส่วนสูง จาก 185 cm เป็น 193 cm)
จวนเจียนจะเที่ยงคืนแล้ว ลมดึกพัดแรง หอบเอากลิ่นอายของความเหงา ลอยคละคลุ้งเจือด้วยอายของเถ้ายาสูบ
รตะขมวดคิ้วน้อยๆอย่างเคยนิสัย ดวงตาหลังแว่นกรอบพลาสติกจับจ้องจอคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปแทบจะไม่กระพริบขณะกวาดทวนแพตัวอักษรบนโปรแกรมออฟฟิซของบิลเกตต์ ในมือขวาเขามีกระป๋องเบียร์ ส่วนนิ้วชี้และกลางข้างซ้ายกำลังคีบมวนบุหรี่
ความเสื่อม สมบูรณ์แบบ
ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอแม้ไม่ได้รู้สึกขบขัน ขณะใช้นิ้วโป้งของมือข้างที่ว่างมากกว่านิดหน่อยเคาะลูกศรบนแป้นพิมพ์ ให้เนื้อความของเอกสารเลื่อนลงมาอีกสักหน่อย
ใครจะรู้ ว่าจากคุณครูชีวะคนดีที่เลิกบุหรี่อดเหล้าอยู่ได้สี่ห้าปี จะกลับมาเสียระเบียบดื้อๆ เพราะปัญหากับหัวใจตัวเอง
รตะยอมรับ ว่าลึกๆแล้วเขาเป็นคนขี้เหงา แต่ก็ปากแข็งเสียจนไม่อยากยอมรับว่าตัวเองเป็นแบบนั้น อาจเพราะสมัยเรียน เขาเป็นผู้ชายคนเดียวในกลุ่มเพื่อนสาว ทำให้ยิ่งต้องเข้มแข็งและเป็นสุภาพบุรุษคนดี ที่คอยรับฟังปัญหาของแม่เจ้าประคุณจนไม่มีเวลาให้ตัวเอง กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็เป็นโรคขี้เหงาเข้ากระดูกดำ พอมีแฟนก็ทรีตสาวไม่เป็นเพราะเห็นตัวอย่างแค่ตอนดูแลเพื่อนเลยโดนทิ้งซ้ำซาก จนสุดท้ายต้องมากินเพื่อนตัวเอง....
เรื่องมันก็เหมือนจะจบได้สวย แต่ก็อย่างว่า คนไม่มีดวงเรื่องความรัก ทำยังไงมันก็ไม่สมหวัง สุดท้าย เพื่อนสาวคนดีที่คบกันมาปีกว่าๆก็ถูกทางบ้านสั่งให้หนุ่มหน้ามนคนหนึ่งจูงมือเตรียมเข้าประตูวิวาห์ตอนอายุใกล้ๆสามสิบไป แล้วปล่อยให้ไอ้โย่งม้าเต่ออย่างเขาต้องซดแห้วกระป๋องเคล้าน้ำใบบัวบกไปคนเดียว
ชายไทยวัยยี่สิบแปดกระตุกยิ้มมุมปาก ขณะกรอกเบียร์เข้าปากอึกใหญ่
ก็ว่าเข้านั่น.....
ความจริงแล้ววิ ไม่ได้เป็นฝ่ายบอกเลิก เขาเองต่างหากที่กลั้นใจพูดคำนั้นออกไปแล้วก็มานั่งช้ำใน แถมยังเกือบโดนบรรดานายหญิงฟ้อนเล็บใส่ให้ได้แผลเป็นบนหน้าเพิ่มมาอีกสักสองสามริ้ว
'ไอ้รตะ!!!' เกม หนึ่งในเพื่อนสนิทตะโกนใส่หลังจากรู้ข่าว 'รักเขาอยู่แท้ๆยังทะลึ่งไปบอกเลิก ประสาทกลับไปแล้วหรือไงวะ'
'โลกนี้ มีอะไรที่จำเป็นกว่าความรักตั้งเยอะแยะ' จำได้ว่าตัวเองตอบกลับไปหน้าตายๆ แบบนั้น และเกือบจะได้ตายพร้อมกับหน้าเมื่อเกมพุ่งเข้าชาร์จเสียจนเจาเกือบตกระเบียงหอ
'ไอ้เหี้ย วิไม่ได้เหมือนมึงนะโว้ย' พอทำอะไรไม่ได้ ก็เลยแค่ถูกกระชกคอจนเสื้อยับยู่ยี่ 'ไม่คิดหรือไงว่ามันจะเสียใจ' เขากระตุกยิ้ม ช้าๆ
'แล้วไม่คิดบ้างหรือไง ว่ากูก็เสียใจเป็น'
'ไม่ เพราะมึงน่ะ ใจยักษ์!!!'
หลังจากนั้นเขาก็ได้ทุนไปฝึกประสบการณ์ ทำงานวิจัยอยู่อเมริกาปีกว่า ปล่อยให้เวลาช่วยใส่ยาแดง รอจนกว่าแผลสดจะเริ่มแห้ง แล้วค่อยกลับไปเจอหน้ากันอีกครั้ง
หลายครั้งที่อยู่คนเดียว รตะก็มักจะนึกถึงคำพูดของเกมบ่อยๆ
บางทีเขาก็อาจจะเป็นอย่างนั้นจริง แม้ว่าหัวใจด้านชาจะเจ็บแปลบหน่อยๆทุกครั้งที่คิดถึงมัน เหมือนทศกัณฐ์ที่ยอกอกทุกครั้งเมื่อขยับตัวเพราะพิษงาช้างพระอิศวร จนต้องเอาทับทรวงมาบังรอยอาย จะผิดกันก็เพียงว่า เสี้ยนใหญ่ชิ้นนี้นั้น เขายอมที่จะเสียบมันลงไปในเนื้อใจของตัวเอง กระทั่งตอนนี้แผลจะแห้งสนิท ไม่เหลือแล้วความรักในครั้งนั้น แต่เยื่อใยจางๆที่ยังมีให้กัน มันก็ทรมานไม่ต่างอะไรจากหนองที่เกิดเพราะแผลอักเสบอยู่ดี
รตะแหงนหน้ามองฟ้าด้วยท่าทางเหนื่อยหน่าย ดวงจันทร์สีขี้เถ้าลอยนวลอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเกล็ดดาวและแสงสีของเมืองยาโฮ ชวนขัดตาพอๆกับลงตัวจนน่าขัดใจ
เขาพาดเท้ากับโต๊ะ เฉียดพีระมิดกระป๋องเบียร์ไปไม่กี่เซนติเมตร ก่อนยกม้วนมะเร็งเบียดแทรกริมฝีปาก อัดควันร้อนๆเข้าปอดจนสมองเบลอไปอึดใจใหญ่ๆ พอระบายมันออกมาช้าๆ ก็ราวกับว่า เขาเห็นกลุ่มเมฆเคลื่อนตัวบดบังพระจันทร์
"บอกแล้วใช่มั้ยว่าห้ามสูบบุหรี่ในบ้านฉัน" เสียงเจือความหงุดหงิดมาพร้อมกับสัมผัสหนักที่บ่า หนุ่มชาวไทยเอี้ยวคอมอง และพบว่าเจ้าของมือกำลังทำหน้าบูดอย่างไม่สบอารมณ์
"ฉันสูบหน้าบ้าน" รตะเถียงกลับ แต่เมื่อเห็นสายตาขวางๆของผู้มาใหม่แล้วเขาก็ได้แต่ยักไหล่ แล้วขยี้ปลายที่วาบแดงกับหนึ่งในกระป๋องสไปร์ทเยอรมันที่ระเกะระกะบนโต๊ะ
"คำว่าในบ้าน ฉันหมายถึงในเขตรั้วบ้านของฉันว่ะ" เสียงเข้มๆดุๆไม่ค่อยเข้ากับหน้าตาใสๆของเด็กหนุ่มวัยทีนเอจละม้ายแอนตัน เยลชิน--หรือพ่อหนุ่มเชคอฟ--ทั้งๆที่อายุเข้าเบญจเพสไปแล้วสักเท่าไหร่ แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะไม่ขำหรือต่อปากต่อคำอะไรไปมากกว่านี้ ขณะมองดูเพื่อนรักอ้อมตัวไปนั่งอีกฟากของโต๊ะ แล้ววางถุงข้าวจากการจับจ่ายมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ตแบบยี่สิบสี่ชั่วโมงที่ดูแล้วเยอะเกินกว่าคนสองคนจะจัดการไหว ต่อให้จะมีกระเพาะสี่มิติกันสักเท่าไหร่ก็เถอะ
"ซื้ออะไรมาตั้งเยอะตั้งแยะ" หนุ่มชาวไทยกดบันทึกงานเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเลื่อนแล็ปท็อปออกไปด้านข้าง เปิดพื้นที่ให้อีกฝ่ายวางของได้สะดวกมากขึ้น
"ของกิน เผื่อแกไง" เขาล้วงถุง โยนขวดวอดก้าให้ "เบียร์น่ะก็เหมือนฉี่ กินไปก็ไม่เมาหรอก" ว่าแล้วก็หัวเราะในลำคอให้คนกินฉี่ได้แยกเขี้ยวใส่บ้าง
"ไอ้เวร โยนมาได้ แตกใส่คอมพ่อจะเอาปากฉลามเสียบพุงให้" รตะหน้าหงิก เปิดขวดเหล้ารัสเซียแต่ไม่ยอมเทเข้าปาก
"มือระดับนี้ มีเรอะจะพลาด" คนหน้าอ่อนวัยกว่าอายุกลับเห็นเป็นเรื่องขำ "ไม่กินก็เอาคืนมาสิวะ"
"เรื่อง" เขาเลยยกขวดเหล้าแตะปาก จิบเป็นพิธี พอให้อีกฝ่ายหัวเราะใส่ ก่อนเปิดของตัวเองดื่มบ้าง
"งานเสร็จหรือยังวะ" พยัดเพยิดไปยังแลปท็อปคู่ชีพที่เบียดกับเศษซากอนารยธรรมของชายไทยขี้เมาที่เจ้าตัวหิ้วติดตัวมาพร้อมกับข้ออ้างว่าอินเตอร์เน็ตบลอดเวนมีความเร็วไม่พอที่จะค้นข้อมูลเขียนเอกสารประกอบการสอนสำหรับเทอมหน้า
"เสร็จตั้งแต่ก่อนนายออกไปแล้ว" คุณครูโรงเรียนเซนต์ไอเรียนน่าหมุนขวดแก้วในมือเล่น ด้วยท่าทางที่ยังไงก็ไม่มีวันยอมให้ลูกศิษย์ที่น่ารักเห็นเป็นอันขาด
"ก่อนฉันออกไป" เจ้าของบ้านทวนคำ "ไอ้บ้า นั่นมันก่อนรถเมลล์เที่ยวสุดท้ายหมดอีกนะโว้ย ทำไมไม่กลับบ้านกลับช่องไปซะ"
"ก็ไม่อยาก" เขายิ้มกวนๆ "อยู่ทำมื้อเช้าให้นาย สนุกกว่าทอดเบคอนกินคนเดียวตั้งเยอะ ว่ามั้ย โจ" เจ้าของชื่อชูนิ้วกลางให้เมื่อรู้ถึงความหมายที่เพื่อนตัวดีแฝงไว้
"ฉันไม่ได้ทำเบคอนไหม้แล้วนะเฟ้ย!!!" รตะหัวเราะลั่น เต็มเสียงกว่าที่เคยเป็นมา
โจหรือโจนาธาน เป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทไม่กี่คนที่มีอยู่หลังจากออกมาไกลบ้าน เขารู้จักโจตั้งแต่สมัยอายุ22 อีกฝ่ายก็เพิ่ง19 จบไฮสคูลได้ไม่ถึงสองปีดี ก็จับพลัดจับผลูให้มาแชร์ห้องร่วมกันตลอดเวลาหนึ่งปีที่เขาไปทำวิจัยที่สหรัฐอเมริกา
โจนาธานเป็นผู้ชายลูกครึงอเมริกันแคนาเดี้ยนที่หน้าตาน่าแกล้งที่สุดเท่าที่เขารู้จัก ตาสีฟ้ารูปอัลมอนด์กับผมสั้นสีน้ำตาลทองที่เป็นหยักศกเป็นหลอดทั่วศีรษะ หน้าตาละม้ายพ่อหนุ่มอัจฉริยะ พาเวล เชคอฟในสตาร์เทร็กภาครีบูท สูงก็แค่ร้อยเจ็ดสิบต้น แถมหน้าละอ่อนไม่เปลี่ยนไปตั้งแต่รู้จักกันมา พอมาเดินคู่กันกับเขาที่สูงเกินร้อยเก้าสิบทั้งๆที่เป็นผู้ชายเอเชีย เลยยิ่งดูตัวเล็กไปกันใหญ่ แถมพอเล่นหัวด้วยกันมากๆ ก็โดนพวกผู้หญิงวิปริตมองว่าเป็นคู่เกย์กันไปเสียได้ แต่ตราบใดที่โจไม่แคร์อะไร เขาเองก็โอเคกับมัน
หลังจากหมดทุน เขากลับเมืองไทย แต่ก็ยังติดต่อเพื่อนตัวดีผ่านอินเตอร์เน็ตสม่ำเสมอ ได้คุยอะไรกันหลายๆอย่าง ปรึกษาอะไรกันหลายๆเรื่อง แม้แต่งานใหม่ที่บลอดเวน ก็ได้โจแนะนำมา หลังจากเขาประสาทเสียเพราะปัญหาบ้าบอที่สุมเข้ามาจนแงะตัวเองออกมาจากก้อนดราม่าไม่ได้
โจเป็นเพื่อนที่ดี ดีทุกอย่าง --จะแย่บ้างก็ตรงทำอาหารได้ห่วยแตกสุดกู่ และ-- ยกเว้นแต่นิสัยอย่างเดียวที่เขาเกลียด...
"คิดมากเรื่องคุณวีราดาอีกแล้วหรือไง" เสียงขวดแก้วกระทบกันดึงเข้ากลับมาจากห้วงความคิดของตัวเอง รตะเงยหน้า ขมวดคิ้วช้าๆ เริ่มไม่สบอารมณ์ขึ้นมาตะหงิดๆ
"เรียกวิก็ได้น่า ถ้าวิรดามันออกเสียงยากนัก" คนออกเสียงไม่ชัดกลับยักไหล่เป็นเชิงไม่ให้ความสำคัญกับมัน
"จะอะไรก็ตอบมาเถอะ อย่าโยกโย้นักเลย"
นิสัยแบบนี้แหละ ที่เขาหงุดหงิดนักหนา
โจนาธานรู้จักเขาดีเกินไป เข้าใจเขาดีเกินไป อ่านเขาขาดเกินไป มันเกินไปเสียจนเขาอดหัวเสียไม่ได้ กับทุกครั้งที่เกิดปัญหาที่ไม่อยากเล่าแต่โจนาธานก็ดันรู้ขึ้นมาจนได้ ถ้าพูดกันตรงๆแบบไม่โกหกตัวเอง มันก็รู้สึกดีนิดหน่อย ที่มีคนใส่ใจเขาขนาดนี้ เพียงแต่ บางที กับบางเรื่อง เขาก็อยากเก็บไว้ ปล่อยให้ทรมานใจตัวเอง คนเดียว
เพราะความเจ็บปวดในความรักนั้น ก็เหมือนไวน์ ยิ่งบ่มนานเท่าไหร่ก็แสนหวาน แม้จะมีรสขมฝาดลิ้นเจือจาง แต่มันก็ยังพอให้ใจได้ชื้นไปกับความรู้สึกนั้น อยู่ดี
"รตะ..." โจนาธานลากเสียง
"หือ"
"นายยังไม่ตอบคำถามฉัน"
"เออ ก็ไม่ตอบ" เขาจงใจทำเสียงหงุดหงิด ขณะดึงซองลัคกี้ สไตร์คออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เกล็ดบุหรี่ แล้วดีดซิปโป้เชี๊ยะ แต่ก่อนเปลวไฟจะได้สัมผัสปลายมวนกระดาษ เขาก็โดนริบทั้งของที่อยู่ในปากและในมือไปเสียหมด
"เฮ้ย!!!" รตะอ้าปากค้าง มองโจนาธานดีดบุหรี่ทั้งมวนปลิวไปในสวนอย่างไม่คิดว่าจะหาซากพบ
"มวนนึงไม่ใช่ถูกๆนะเว้ย" เขาแยกเขี้ยว ทว่าก็ยินยอมที่จะล้มเลิกความตั้งใจที่จะเผยแพร่ควันบุหรี่แต่โดยดีเมื่อเห็นสายตาขุ่นขวางของเจ้าของบ้าน
"ค่าผ่าปอด เจาะคอ มันก็ไม่ใช่ถูกๆเหมือนกันล่ะวะ" อีกฝ่ายโต้กลับ ก่อนยัดซิปโป้ที่ไม่ใช่ของตัวเองใส่กระเป๋ากางเกง
"ยึดโว้ย ยึด กลับบลอดเวนแล้วจะคืนให้" คราวนี้เป็นทีของครูชีวะแจกนิ้วกลางบ้าง เพราะสนิทเกินไป ทำให้พ่อหนุ่มอเมริกันรู้ดีว่า คนตรงหน้า ให้คอขาดยังไงก็ไม่ยอมสูบบุหรี่ ไม่ยอมดื่มเหล้าให้นักเรียนเห็นเด็ดขาด
จรรยาบรรณครู ที่ตัวเขาเองไม่มีวันมี
คนถูกบังคับอดบุหรี่สบถหยาบคายอีกสองสามคำ ก่อนกระดกเหล้าอึกใหญ่ ให้ความร้อนผ่าวของฤทธิ์แอลกอฮอล์ตัดผ่านความเย็นของลมดึก และละลายความขุ่นหมองไปช้าๆ
"แกนี่น๊า....." โจนาธานทำเสียงจึ้กจั๊กในลำคอ เรียกให้ดวงตาสีดำตวัดกลับไปมองอย่างขุ่นขวาง แม้ว่าจะไม่ได้หงุดหงิดจริงจังอะไรมากมาย
"อะไรอีก... ไม่อยากให้สูบบุหรี่ก็ไม่สูบแล้วไง" เขาดื่มวอดก้าอีกหน่อย ขณะคนที่นั่งตรงข้ามเริ่มแกะอัลมอนด์กระป๋องออกมาเคี้ยวเล่น
"ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้นแล้ว" ลากเสียงพอให้ยียวนเป็นพิธี "แต่ที่ฉันอยากพูดก็คือว่า เมื่อไหร่นายจะเลิกคิดถึงเรื่องคุณวิ แล้วลองมองใครใหม่ดูล่ะวะ รตะ อายุก็จะสามสิบอยู่แล้ว ไม่กลัวตอนแก่จะเหงาตายหรือไง"
"มันจะมี มันจะมา มันก็มาเองแหละว๊า" เขาหัวเราะ "อีกอย่างนะโจ ฉันว่าตอนแก่ฉันไม่เหงาว่ะ เพราะฉันคงตายก่อนหน้านั้นไปนานแล้ว" โจนาธานชูกำปั้นใส่
"นี่ฉันซีเรียสนะ" รตะยิ่งหัวเราะหนักขึ้นกว่าเก่า
"เออ ฉันก็ซีเรียส ถามจริงเหอะ นิสัยแบบนี้ ใครหน้าไหนมันจะแล รอบตัวฉัน ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็มีเจ้าของไปแล้ว และถึงฉันจะเป็นไบ ผู้ชายด้วยกันก็ยังหาที่ถูกใจไม่เจอว่ะ"
"ก็คุณสเตลล่าไง ก็สนิทกันดีไม่ใช่เหรอ เห็นไปกินข้าวที่ร้านเธออยู่บ่อยๆ" โจนาธานยิ้มกริ่ม กลับมาเป็นไอ้ตัวป่วนเหมือนเก่า
"ก็อาทิตย์ละครั้งสองครั้งเท่านั้นแหละ เธอ... ก็ดี คุยกันตามประสาเพื่อน ไม่เห็นมีอะไรมากมาย" เขาพูดหน้าตาเฉย มือรื้อถุงเสบียง หาอะไรมาเคี้ยวไม่ให้ปากว่างหลังจากเทแอลกอฮอล์เข้าเลือดไปได้มากพอดูแล้ว
"อาทิตย์ละครั้งสองครั้ง โห บ่อยกว่าโผล่หัวมาเจอฉันอีก ร้ายนะเรา" หนุ่มอเมริกันโบกนิ้วล้อเลียน เนื้อเสียงฟังอู้อี้กว่าเก่า
"ถ้านายอยากจะเป็นพ่อสื่อให้ได้ล่ะก็นะ..." รตะเว้นเสียง เหลือบตามองลอดแว่นด้วยสายตาไม่ต่างอะไรจากที่ใช้กำราบนักเรียนเกรียนๆที่มาขัดจังหวะระหว่างการสอน "คุณสเตลล่าเป็นม่าย มีลูกชายอยู่หนึ่งคน ชื่อโคเมย์ เป็นนักเรียนของฉันเอง อยากให้เสียระเบียบก็ตามใจ อีกอย่างนะ พ่อหนุ่มน้อยโคเมย์ติดคุณแม่มาก มากเสียจนฉันไม่เคยเห็นใครที่รักแม่ตัวเองได้ขนาดนี้เลยว่ะ"
"ขนาดนั้นเชียว" เจ้าของบ้านเลิกคิ้วสูงจนแทบจะหายไปกับกลุ่มผมหยักศกที่ร่วงลงเคลียหน้าผาก
"จำพวกน้องสาวที่บราค่อนจัดๆในอนิเมะของนายได้หรือเปล่าล่ะ น่ากลัวกว่านั้นเยอะเลย" โจนาธานทำหน้าสยดสยอง
"พูดจริง"
"ล้อเล่น" เขาหัวเราะหึ ขณะที่คนฟังแทบอยากเอาขวดเหล้าทุบหัวให้รู้แล้วรู้รอด
"แล้วอย่าง... ใครนะ....พ่อนักร้องรัสเซีย อีวานล่ะ"
"อีวาน.... คุณอีวาน อิวานอว่าน่ะเหรอ"
"ในบลอดเวนจะมีคนชื่ออีวานกันสักกี่คนกันเชียววะ" โจนาธานโบกขวดไปมาอย่างหงุดหงิด
"แล้วก็ไม่ต้องทำไก๋เลย ขอเขาไปงานเต้นรำตอนวันคริสมาสต์มาด้วยไม่ใช่เรอะ" เขาสำลักแครกเกอร์ ผงป่นบางส่วนร่วงลงไปในลำคอจนไอ ปวดอกไปหมดกว่าจะตอบคำถามได้
"ข่าวมันมาถึงนี่เลยเหรอวะ" รตะน้ำตาไหล
"ถ้าไม่ถึง ฉันก็คงจะรู้หรอกนะ" เจ้าของบ้านประชด "ตอบคำถามมาซะดีๆ พ่อหนุ่ม อย่ามัวแต่เฉไฉ"
"ก็ไม่มีอะไรอีกนั่นแหละ เพื่อนกัน ธรรมดา" เขายักไหล่แถมท้ายพอให้ดูกวนประสาท จนโจนาธานต้องสบถอย่างถอนฉิว
"ก็แบบนี้ทุกที ถามจริงเหอะ ทำไมนายยังยึดติดกับคุณวิขนาดนั้น" รตะชะงักขวดแก้วที่แตะริมฝีปากอย่างใช้ความคิด คิ้วก็พาลขมวดแน่นเข้าไปด้วยจนโจนาธานเริ่มใจไม่ดีเมื่อเห็นแววตาของเพื่อนรักคล้ายกับมีรอยฝ้าปกคลุมจาง
"ไม่ได้ยึดติดขนาดนั้น แต่.... โจ... นายเคยมองดวงจันทร์มั้ย..." คนชอบวิชาชีวะตั้งคำถาม ช้าๆ เขาดื่มของเหลวที่เหลืออยู่จนหมด ก่อนใช้ปากขวดชี้ขึ้นไปยังท้องฟ้าเบื้องบนให้อีกฝ่ายมองตาม
"ก็มันต้องแน่อยู่แล้วสิวะ มีใครบ้างไม่เคย" เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้ง ที่โจนาธานจะเดาใจเพื่อนคนนี้ไม่ถูก เขาอ่านเกมไม่ออก คาดคะเนไม่ได้ ว่าผู้ชายชาวไทยคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ และต้องการพูดอะไรต่อไป ถึงได้ตั้งคำถามนี้ขึ้นมา
"แล้ว เคยได้ยินชื่อไมเคิล คอลลินส์ หรือเปล่า..." เขาเปิดเหล้าขวดที่สอง ในขณะที่คนนั่งตรงข้ามยังคงนิ่งค้าง
"คุ้นๆอยู่ แล้วมันเกี่ยวยังไงกับเรื่องที่ฉันถามวะ" รตะยิ้มจาง แล้วดื่มอีกอึกใหญ่ หน้าระเรื่อจางด้วยปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่เพิ่มขึ้นทุกที
"คนส่วนใหญ่รู้จักแต่อาร์มสตรองกับแอลดริน เพราะเขาได้เหยียบบนดวงจันทร์ ได้ทำในสิ่งที่มนุษยชาติต้องการ ส่วนคอลลินส์น่ะ ถ้าไม่ใช่คนที่สนใจเรื่องพวกนี้ ชื่อของเขาก็แทบไม่มีใครจำเสียด้วยซ้ำ" ริมฝีปากที่มองผ่านผิวโค้งใสของขวดเหล้า ดูบิดเบี้ยวผิดกับที่เคย
"คอลลินส์เป็นคนควบคุมยานบังคับการระหว่างที่แอลดรินกับอาร์มสตรองลงสำรวจ ใครจะรู้ ว่าบางทีลึกๆเขาเองก็อาจจะอยากลงไปสัมผัสดวงจันทร์สักครั้งก็ได้ แต่เพราะเป็นหน้าที่ถึงได้พยายามไม่รู้สึกอะไร ตัดใจได้แต่ลึกๆก็ยังมีความรู้สึกค้างๆคาๆหลงเหลืออยู่" เขาหัวเราะ เสียงทุ้มยังนุ่มเช่นเคยแม้จะมีความขมปร่าเจือจางอยู่บ้าง พอให้หัวใจคนฟังกระตุกหน่วง
"คุณวิ ก็เหมือนดวงจันทร์สีขี้เถ้าสำหรับฉันนั่นแหละ นี่คือคำตอบที่นายอยากรู้นะ โจ"
"ขอโทษว่ะ" ดวงตาสีฟ้าหม่นสีลงอย่างรู้สึกผิด "รตะ... เจ็บมากใช่มั้ย... " เจ้าของนามทำเพียงยิ้ม
"ไม่เป็นไร... ชินแล้ว" เขาถอดแว่น วางลงกับโต๊ะ แล้วหลับตา ช้า ฟังเสียงลมหายใจแผ่วเบา และเสียงแก้วกระทบโต๊ะไม้
ชายหนุ่มทิ้งตัวเองลงระหว่างโลกมืดกับความหลังอยู่ครู่ใหญ่ กระทั่งได้ยินเสียงฝ่ายตรงข้ามเลื่อนเก้าอี้ ตามด้วยฝีเท้าที่ก้าวอย่างไม่มั่นคงเท่าไหร่ เคลื่อนใกล้เข้ามา
"รตะ...." เขาปรือตาตามเสียงเพรียก ในคลองสายตาที่พร่าเลือนเพราะขาดแว่น ครูหนุ่มชาวไทยเห็นเพียงภาพของเพื่อนรักเท่านั้น
และถ้าตาไม่ฝาด ใจไม่หลอกสมองเพราะเข้าข้างตัวเองมากเกินไป คล้ายกับว่าเขาเห็นริมฝีปากบิดเบี้ยว ก่อนขยับ ด้วยความเจ็บปวด
"ถึงจะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่... เป็นฉัน ไม่ได้หรือไง..."
ไม่ทัน ที่เขาจะตอบอะไรต่อไป แสงไฟทั้งหมดก็มืดลงอีกครั้ง
โจนาธานจูบเขา
รตะไม่ตกใจสักนิด และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ครั้งที่สอง สาม หรือสี่ ที่โจนาธานจูบเขา
แต่เป็นครั้งที่นับไม่ถ้วนแล้ว . . . .
ริมฝีปากอ่อนนุ่มอย่างที่คุ้นเคยและรู้จัก สั่นระริก ขณะบดเบียดเข้าหา เขาไม่ผลักไส แต่ก็ไม่ได้ตอบสนอง ทำเพียงนั่งนิ่งต่อไปเช่นนั้น
เพราะนอกจากกลิ่นเหล้าและอายบุหรี่ที่กรุ่นจางอยู่ในลมหายใจแล้ว เขาได้กลิ่นของความเศร้า ที่หากแตะต้องเพียงนิดเดียว ทุกอย่างจะพังทลาย
รตะจำไม่ได้แล้วว่ามันเริ่มต้นขึ้นจากจุดไหน อาจเป็นเพียงความเมาผสมเหงาใจเมื่อครั้งมาทำวิจัยห่างไกลบ้าน ทำให้เขาไม่ได้เลือกที่จะปฏิเสธในสัมผัสครั้งแรก หลังจากนั้น สอง สาม สี่ ก็ตามมา... และกว่าที่จะรู้ว่าอีกฝ่ายรักเขา ก็ราวห้าปีให้หลัง...
ถึงรู้เช่นนั้น ชายหนุ่มก็ไม่ได้แสดงทีท่ารังเกียจ หรือหลีกห่างโจนาธานออกไป แต่เขาก็ไม่อาจฝืนตัวเอง แกล้งทำเป็นรักเพื่อปลอบใจอีกฝ่าย
เมื่อไม่สามารถรักได้ ก็อย่าให้ความหวัง... บาดแผลจากครั้งวิรดา สอนใจเขามาเช่นนี้
เนิ่นนาน กว่าสัมผัสครั้งนี้จะจากไป เมื่อเลื่อนสายตาขึ้น โจนาธานก็เบือนหนีเสียแล้ว
ราวว่าความทุกข์จะสามารถแพร่ถึงกันได้ทางอากาศ ปอดและหัวใจของรตะจึงเจ็บแปลบ
เขาสูดลมหายใจลึก รวมคำพูดที่ฟุ้งกระจายอยู่ในหัวให้กลับมารวมตัวเป็นรูปร่าง
"ขอโทษ..." เขาเห็นไหล่นั้นสั่นสะท้าน "แต่... ยังไง คำตอบของฉัน ก็ยังคงเป็น ไม่ "
เพื่อนรักของเขาหัวเราะ เสียงขมปร่าลอดผ่านริมฝีปากซึ่งเพิ่งผ่านการจูบ เสียดลึกและกรีดแทงอยู่ในอก
"ก็รู้อยู่แล้ว ว่านายต้องตอบแบบนี้" ขอบตาแดงก่ำทว่าแห้งผากถูกอาบไล้ด้วยไฟสนาม ส่วนหยดน้ำตา ไม่ต้องให้ใครมาบอกเขาก็รู้ว่า มันไหลย้อนกลับไปอาบใจเสียหมดแล้ว
"รตะ นายบอกว่า คอลลินส์ตัดใจไม่ได้ที่สามารถลงไปยังดวงจันทร์ แต่รู้มั้ย ว่าทำไม ทั้งที่ทรมานใจถึงขนาดนั้น เขาก็ยังไม่ถอนตัวออกจากโครงการทั้งที่ทำได้" รอยยิ้มที่คุ้นเคยค่อยวาดช้า
" บางที เขาอาจจะรู้ตัวอยู่แล้ว ตั้งแต่ต้น ก็ได้ -- ว่ายังไงเขาก็ไม่มีวันได้ลงไปถึงดวงจันทร์ --แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังอยู่ใกล้มากกว่าใครๆบนโลกอยู่ดี"
เจ้าของบ้านเบือนหน้ากลับมา ดวงตาสีฟ้าเข้มที่ช้ำเรื่อ ค่อยสบประสานกับเขา ช้าๆ
"เพราะว่าเขารู้ดีว่า ยังไง ก็ไม่สามารถตัดใจจากดวงจันทร์สีขี้เถ้าดวงนั้นได้ ยังไงล่ะ"
==================================
-ขอบคุณพี่เพอร์กี้ที่ให้ยืมสเตลล่าและพ่อหนูโคเมย์มากล่าวถึง และขอบคุณน้องโก้ ที่ให้ยืมอีวาน(เอเลน่า) นะคะ
- พอจากรตาเป็นรตะแล้ว รู้สึกว่าเขียนแง่ลบของลูกได้สะดวกใจขึ้น
- รตาซอฟท์กว่ารตะเยอะนะ..... เพราะเป็นผู้หญิงด้วยและ อารมณ์กับความรัก มันเลยคนละแบบกับผู้ชาย
- รู้สึกว่ามันเอ็มประหลาดๆ
- วิหรือวิรดา ก็คือไอ้วี หรือวีรวิชญ์นั่นแหละ (พออธิบายด้วยมุมผญ.แล้ว รู้สึกว่าคุณวิน่าสงสาร ทั้งๆที่ในBT วีจะดูน่าหมั่นไส้นิดๆแท้ๆ )
- ส่วนโจนาธานก็เจสสิก้านั่นแหละ (ใครจำไม่ได้ หล่อนโผล่มาแว้บๆในฟิกวีซ่า และetc. แบบว่าตปก.อดทนมากๆ orz เพื่อนของรตาที่อยู่ยาโฮแหละค่ะ) คิดว่าถ้ามีโอกาส ก็จะเขียนถึงเธอเต็มๆสักครั้งค่ะ
- เจสกับรตาก็อะไรประมาณนี้เหมือนกัน แต่ซอฟท์กว่ามากๆ ไม่รุกแรงถึงขึ้นคุณโจนาธานหรอกนะ... /ไม่ได้พิมพ์ผิดนะ รุกแรง......
- เรื่องที่รตะพูด ตอนแรกจริงๆแ่ค่อยากเขียนถึงดวงจันทร์ แต่ไปไปมามา ไปค้นเรื่องอพอลโล่11แล้วสนใจ มันเลยต่อยอดมาเป็นแบบนี้แหละ..... orz
- จริงๆก็ว่าสมกันดี คนนึงบ้าไซไฟ อีกคนนึงเป็นสายคอม....
- ลักกี้สไตร์คเป็นยี่ห้อบุหรี่ตปท. หน้าตาแบบนี้ ตอนแรกคิดว่าจะให้รตะเล่นพวก LM ไม่ก็ มาร์โบโลแล้ว แต่รู้สึกไม่ใช่ฟีล... (ส่วนซิปโป้ ประมาณนี้มั้ง ฮาาา อันนี้หาเผื่อๆไว้ คิดว่ามันคงใช้แบบนี้แน่ๆ)
- รตาในBTเองก็ดื่มเหล้า (คอแข็งพอๆกับรตะ...) บุหรี่สูบแค่ช่วงเรียน แต่พอมาเป็นรตะ เขียนแบบนี้แล้วได้ฟีลความเป็นรตะมากกว่า
ถ้ามีโอกาสคิดว่าคงจะเขียนถึงจักรวาลนี้อีกสักครั้งนะคะ
ปูลูว์ - อาจจะไม่อัพบล็อกยาว เดือนสิงหานี้สอบศิลปกรรมจุฬาแล้วค้าบ แต่สนามจริงที่หวังไว้คือฟิล์มลาดกระบังตอนตุลา ต้องขยันแล้วล่ะ อยากได้ที่เรียนดีๆกับเขาบ้าง
ปูลูว์สอง - เอาใจช่วยเค้าด้วยน๊า เค้าอยากติดฟิล์มลาดกระบังงงงงง อยาก(ไม่)สวย(แต่)เลือก(คณะ)ด้ายยยยย
ปูลูว์สาม - เลิฟวิ่งยูวทูมัช โซวมัช เวรี่มัช จุ๊บุ๊

คือทำอะไรฝืนๆมากกว่ารตาพิกล
เรื่องของสภาวะที่โตมามันลึกซึ้งนัก orzzz
ปล.สอบสู้ๆจ้า
#1 By Pupu Meteor on 2011-06-08 00:16